วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

เบญจภาคีพระเครื่อง

                                  พระผงชุดเบญจภาคี ประกอบด้วย 
1. พระสมเด็จ วัดระฆัง ที่สร้างโดย ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์(โต)พฺรหฺมรังษี เป็นตัวแทนยุค รัตนโกสินทร์ มี5พิมพ์
2. พระซุ้ม ก. หรือ กำแพงเม็ดขนุน ทุกกรุในจังหวัดกำแพงเพชรเป็นตัวแทนยุค สุโขทัย
3. พระนางพญา กรุวัดนางพญา จังหวัด พิษณุโลก เป็นตัวแทนยุค อยุธยา-พระพิษณุโลกสองแคว
4. พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นตัวแทนยุค อู่ทอง-สุพรรณภูมิ
5. พระรอด กรุวัดมหาวัน จังหวัดลำพูน เป็นตัวแทนยุค ลพบุรี
จะ เห็นได้ว่าพระเครื่องชุดเบญจภาคีนั้น งามหมดจดด้วยพุทธศิลป์ เปี่ยมด้วยพุทธบารมีเป็นที่น่าเกรงขาม ถ้าได้มาห้อยคอผู้ใดแม้เพียงองค์เดียว ก็เหมือนหมุนให้ผู้นั้น มีรัศมีเรืองรองจับขึ้นมาทันที ถ้าเราจะอาราธนามาเข้าชุดในสร้อยเส้นเดียวกัน 1. สมเด็จวัดระฆัง อยู่ตรงกลาง 2. พระนางพญา อยู่ล่างซ้าย 3. พระซุ้ม ก. อยู่ล่างขวา 4. พระผงสุพรรณ อยู่บนซ้าย 5.พระรอด อยู่บนขวา ดูจะสมดุลได้สัดส่วนเหมาะสมเป็นที่สุด
                                                                      
                                   
                                  
                                   สมเด็จวัดระฆัง 



 
พิมพ์ใหญ่
พิมพ์ทรงเจดีย์
พิมพ์เกศบัวตูม

                                                              
พระสมเด็จวัดระฆัง สร้างโดยท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พฺรหฺมรังสี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม เป็นพระทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกว้างประมาณ 2.2-2.4 ซ.ม. สูงประมาณ 3.5 ซ.ม. หนาประมาณ 0.3 - 0.4 ซ.ม. เนื้อปูนปั้น สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2410 สันนิฐานว่าแม่พิมพ์สร้าง โดยลูกศิษย์ที่อยู่ในงานช่างสิบหมู่ซึ่งเป็นช่างหลวง และเชื่อว่า มีหลายท่านที่แกะพิมพ์ถวายแต่ที่ปัจจุบันนิยมจะเน้นเฉพาะพิมพ์ทรงของ หลวงวิจาร เจียรนัย ราคาเช่าหาองค์หนึ่ง ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านส่วนของช่างท่านอื่นจะเล่นหาเฉพาะ กลุ่มโดยต้องดูเนื้อประกอบราคาเช่า หาตามความพอใจ

โดย พระสมเด็จวัดระฆัง เป็นพระที่ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ท่านสร้างเองมีไว้เพื่อแจกญาติโยมที่สนิท ที่ทำบุญตักบาตรตอนเช้า หรือญาติโยมที่แวะหาถูกอัธยาศัยกัน ไม่ได้ซื้อขายกัน ใครอยากได้ไว้บูชา ก็อาราธนาขอเอาไม่หวง พิมพ์พระเป็นรูปสี่เหลี่ยมชิ้น ฟักมีซุ้มผ่าหวายทรงครอบแก้ว ภายในเป็นรูป นูนต่ำ พระปางสมาธิ เกศเรียวยาวประทับบนฐาน 3 ชั้น ไม่ปรากฏรายละเอียดในองค์พระทำให้ดูมีเสน่ห์ ศิลปะ เรียบง่ายแต่เหมือนมีมนต์ขลัง
เนื้อ พระเท่าที่สังเกตเป็นเนื้อปูนปั้นก็จริง แต่คาดว่าท่านทำครั้งละไม่มาก คือทำไปแจกไปทำให้รายละ เอียดไม่เหมือนกัน คือสูตรผสมไม่ตายตัวมีก็ใส่ขาดบ้างไม่เป็นไร ไม่สู้เคร่งครัดแถมนู้นนิด นี่หน่อย ตามอัธยาศัยท่าน และท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ท่านยังปลุกเสกอธิฐานจิตด้วยคาถา " ชินบัญชร" อันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้จากกรุพระโบราณ เมืองกำแพงเพชรที่สืบทอดจากลังกา โดยการอาราธนาคุณแห่งพระพุทธจารย์ในโบราณกาลทุกพระองค์ อีกทั้งอันเชิญ พระอรหันต์สาวก ผู้เป็นเอตะทักคะทรงคุณอันวิเศษ มาสถิตอยู่ในพระสมเด็จฯ ที่เจ้าพระคุณปลุกเสกอธิฐานจิตเพื่อคุ้มครองอภิบาล ผู้อาราธนาพระสมเด็จพกติดตัวตังที่ เชื่อ กันว่า พระสมเด็จ วัดระฆัง มีพุทธคุณครอบจักรวาล เน้นบุญฤทธิ์ หนุนดวงชะตา เมตตามหานิยม แคล้วคลาดใครมีบารมีได้ไว้จะรุ่งเรืองไม่มีวันตกต่ำ
  
                                     พระนางพญา 


พิมพ์อกนูนใหญ่

พิมพ์อกนูนเล็ก
พิมพ์สังฆาฏิ
พิมพ์เข่าโค้งมือตกเข่า
พิมพ์เข่าตรง


พระนางพญา สันนิฐานว่าสร้างโดย สมเด็จพระวิสุทธิกษัตรี องค์เอกอัครมเหสีแห่งสมเด็จ พระมหา ธรรมราชา ซึ่งเป็นพระราชมารดา ของสมเด็จพระนเรศวร ประมาณ พ.ศ. 2100 เมื่อครั้งประทับอยู่ที่เมือง พระพิษณุโลกสองแคว บรรจุกรุที่วัดนางพญา และกรุแตกครั้งแรกเมื่อปี 2442 ในรัชสมัย รัชกาลที่ 5 โดยประมาณว่าพระในกรุมีประมาณ 84,000 องค์ ได้แบ่งฝากกรุในกรุงเทพฯ และต่างวัดอื่นๆ อีกมาก และยังพบปะปลายในกรุอื่นๆในจังหวัดพิษณุโลก ราคาเช่าหาไม่ใช่ถูก อย่างน้อยก็หลักแสนกลางๆ พอหาได้


สำหรับเนื้อพระนั้น เป็นพระเนื้อดินละเอียด ผสมว่านละเอียดหนึกนุ่ม ผสมแร่เล็กๆ ขาวใส สีน้ำตาลอ่อน, สีดำ,สีชมพู และแร่ว่านดอกมะขามแล้วนำไปเผา พิมพ์ทรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วฐานแคบ ขนาดปลายนิ้วหัวแม่มือ องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัยลอยองค์ ไม่มีฐานรองรับ แลดูเรียบๆ แต่เข้มขลัง
พุทธคุณ เน้นทางอิทธิฤทธิ์แกร่งกล้า คงกระพันชาตรี มิหวั่นเกรงคมศาสตราวุธ แคล้วคลาด ชนะศัตรู มีบารมีผู้คนเกรงใจ 
                                       
                                         พระซุ้มกอ

พิมพ์ใหญ่
พิมพ์ใหญ่กนก



พิมพ์กลาง


พิมพ์เล็ก


พิมพ์จิ๋ว

 พระซุ้ม ก. ผู้สร้างไม่ปรากฏแต่สันนิฐานว่า พระมหาธรรมราชาลิไท กษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งกรุงสุโขทัย สร้างเมื่อครั้งครองเมืองกำแพงเพชร ประมาณ พ.ศ. 1900 พบพระซุ้ม ก. จำนวนมากเกลื่อนทุ่งเศรษฐี เนื่องจากในเขตทุ่งเศรษฐีพบทุกกรุ แต่ไม่ได้อยู่เป็นกรุกลับแตกกระจายเกลื่อน สันนิฐานว่าเดิมน่าจะอยู่ในกรุ แต่ถูกชาวบ้านรื้อค้นหาพระ หรือสมบัติมีค่า เห็นพระเนื้อดินไม่สนใจ เพราะมีจำนวนมากและพระสกุลกำแพงเพชรที่เป็นเนื้อดินมีเป็น ร้อยๆ พิมพ์ นิยมทุกพิมพ์ แต่ที่นิยมที่สุดแพงที่สุด ก็คือ พระกำแพงซุ้ม ก.เป็นพระเนื้อดิน ละเอียดหนึกนุ่มผสมว่าน ปรากฏเม็ดและเอียดและแร่ว่านดอกมะขาม

เนื้อ พระเป็นสีเม็ดมะขาม เป็นส่วนมาก เป็นพระเนื้อดินดิบ หรือดินเผาแบบกองฟอนสุมพอดินสุก พิมพ์ทรงคล้ายอักษร ก ไก่ ภายในเป็นพระพุทธรูปนูนต่ำปางสมาธิเกศตุ้มคล้ายศิลปะสุโขทัยหมวดตะกวน มีเส้นรัศมีรอบพระเศียร ประทับบนฐานบัวเล็บช้าง ผนังข้างซ้ายขวาเป็นซุ้มกนกเถาวัลย์ แลดูเด่นสง่าหนักแน่น อลังการ
พุทธคุณ เน้นทางโภคทรัพย์ เป็นมหาอำนาจวาสนาบารมี เป็นใหญ่กว่าคนทั้งปวงไม่มีวันจน


                                     พระผงสุพรรณ





                                             พิมพ์หน้าแก่



                                                              พิมพ์หน้ากลาง
พิมพ์หน้าหนุ่ม
      

พระผงสุพรรณ ผู้สร้าง สันนิฐานว่าเป็นกษัตริย์ในราชวงค์ สุพรรณภูมิ น่าจะเป็น สมเด็จ พระบรมราชาธิราช ที่ 2 ประมาณ พ.ศ. 2091 ในจารึกแผ่นทองที่พบที่เจดีย์ใหญ่วัดพระ ศรีรัตนมหาธาตุ ระบุว่าได้มีพระบรมราชโองการสั่งให้พระฤาษีพิมพิลาไลย์ เป็นประธานในการสร้าง ต่อมาในปี 2456 ในสมัย รัชกาลที่ 6 มีคนลอบขุดกรุนี้ได้สมบัติไปไม่น้อยรวมถึง จารึกแผ่นทองอีกจำนวนมาก
พระสุนทรบุรี (อี้ กรรณสูต) เจ้าเมืองสุพรรณบุรีขณะนั้นได้สั่งให้เปิดกรุอย่างเป็นทาง
การ และนำพระพิมพ์และจารึกแผ่นทองที่เหลือจำนานหนึ่งทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระผงสุพรรณเป็นพระเนื้อดินละเอียดผสมว่าน108 เนื้อหนึกนุ่มมีคราบน้ำว่านและรารัก พิมพ์ทรงเป็นศิลป์อู่ทอง องค์พระปางมารวิชัยประทับบนฐานเขียง พระก้มเล็กน้อยพระอุระนูนเด่น แลดูเหมือนการบำเพ็ญสมาธิ เคร่งขรึม พุทธคุณ เน้นด้านเมตตาบารมี การเป็นผู้นำน่าเกรงขาม การมีโชค ความมีเสน่ห์ ขจัดทุกข์ความสงบหนักแน่น 

                                           
                                        พระรอด

พิมพ์ใหญ่
 
พิมพ์เล็ก
 
พิมพ์ต้อ
 
พิมพ์ตื้น


พระรอด ผู้ สร้างเป็นพระราชธิดากษัตริย์แห่ง อาณาจักรลพบุรีที่ถูกอัญเชิญไป สร้างเมืองลำพูน คือพระนางจามเทวี ประมาณ   พ.ศ. 1200 โดยพระนางได้มอบให้ฤาษีนารอดเป็นประธานในการสร้าง พระรอด กรุวัดมหาวัน พบที่กรุนี้กรุเดียวจำนวนไม่มาก สันนิฐานว่าน่าจะสร้างแล้วแจกทหารติดตัวไปรบ เสร็จศึกกลับมาจึงนำมาลงกรุ
เนื้อพระเป็นเนื้อดินสะอาดปราศจากเม็ดกรวดมีเหล็กไหลเป็นส่วนผสมเนื้อหนึกแกร่ง พิมพ์ทรงขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย เป็นรูปพระปางมารวิชัยประทับบัลลังก์ทรงสูง พื้นหลังเป็นโพธิ์ลายตื้นๆ ลายละเอียดอ่อนช้อยมาก มองดูแล้วสง่างาม ร่มรื่นอุดมสมบูรณ์
พุทธคุณ เน้นเมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน อุดมด้วยโภคทรัพย์ ร่ำรวยทรัพย์ แคล้วคลาด 
................................................................................................................................................................
                                       


                   พระเหรียญชุดเบญจภาคี

                          

                            หลวงพ่อกลั่น


พิมพ์ธรรมดา



พิมพ์ขอเบ็ด

  

1.หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม ท่านเป็นพระที่มีผู้เคารพศรัทธามาก หลวงพ่อกลั่นท่านเป็นพระแท้ ไม่สะสมทรัพย์สมบัติเสียสละสุขส่วนตัวเพื่อผู้อื่น ไม่ถือชั้นวรรณะ มีความเป็นสมณสังวร ใครพบเห็นก็น่ากราบไหว้ เป็นกันเองแก่คนทั่วไป เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการามจัดว่าเป็นเหรียญที่มีความนิยมสูง จัดอยู่ในห้าเหรียญพระเกจิอาจารย์ที่มีค่านิยมสูง เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการามนี้พระอาจารย์อั้น ซึ่งต่อมาเป็นพระครูศีลกิตติคุณศิษย์เอกของหลวงพ่อกลั่น ได้ไปขออนุญาตสร้างเหรียญรูปหลวงพ่อ เป็นที่ระลึกในปี พ.ศ. 2469 เพื่อแจกสมนาคุณแก่ผู้ร่วมบริจาคทรัพย์ในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถของวัด พระญาติฯ หลวงพ่อจึงได้อนุญาตให้จัดสร้าง เหรียญรุ่นนี้ต่อมาเรียกว่าพิมพ์ขอเบ็ด เนื่องจากด้านหลังของเหรียญบริเวณยอดของยันต์เฑาะว์ที่เป็นขยัก มีรอยแกะแม่พิมพ์เกินออกมา ลักษณะแหลมงอคล้ายขอเบ็ด จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อพิมพ์ของเหรียญ

เหรียญหลวงพ่อกลั่น รุ่นนี้ในสมัยนั้น ใครทำบุญ 1 บาท ก็ได้รับแจกหนึ่งเหรียญ ใครจะนึกถึงว่าในปัจจุบันจะมีราคาสูงมากขนาดนี้ เหรียญรุ่นนี้ถือเป็นเหรียญรูปหลวงพ่อกลั่นรุ่นแรก จึงมีความนิยมเล่นหากันสูงมาก และประสบ การณ์ของเหรียญรุ่นนี้นั้น ก็มีอยู่อย่างมากมาย เด่นในทางด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรีเป็นเลิศ ใครมีต่างก็หวงแหนกันมาก สนนราคาเหรียญที่สภาพสึกบ้างก็มีตั้งแต่หลักแสนขึ้นไปจนถึงล้านกว่าบาทเลยที เดียวครับ ส่วนเหรียญที่มีสภาพสวยมากๆ อย่างเหรียญนี้ก็อย่างที่ทราบว่า เซียนเหรียญเองก็ยังสู้ราคาจนถึงสี่ล้านห้า ซึ่งในปัจจุบันนับได้ว่าเป็นเหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติที่มีราคาสูงที่สุดครับ

                                                 
                               หลวงปู่เอี่ยม

พิมพ์ยันต์4 3จุด
พิมพ์ยันต์4 4จุด



พิมพ์ยันต์5


พิมพ์ฉลุ


2.เหรียญหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง 2469  เหรียญยันต์ห้าของหลวงปู่เอี่ยม ซึ่งเมื่อก่อนมีการถกกันว่าเหรียญนี้สร้างทันหลวงปู่เอี่ยมหรือไม่ เนื่องจากว่าเหรียญนี้ระบุปี พ.ศ. 2469 และหลวงปู่เอี่ยมท่านก็มรณภาพ วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2469 จึงเกิดปัญหาว่าเหรียญนี้สร้างทันหลวงปู่หรือเปล่า

จากการค้นคว้าสืบหาข้อมูลของอาจารย์ตรียัมปวาย ซึ่งได้สอบถามจากนายถม ทองอู๋ (หลานของหลวงปู่เอี่ยม ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงพ่อเล็ก ลูกศิษย์ของหลวงปู่เอี่ยม) ระบุไว้ความว่า พระครูคำและพระปลัดแจ้ง มีความประสงค์จะสร้างเหรียญหลวงปู่เอี่ยมไว้อีกรุ่นหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ชิ้นสุดท้าย จึงได้เข้าไปขออนุญาตกับหลวงปู่เอี่ยมเพื่อจะสร้างเหรียญ เมื่อหลวงปู่เอี่ยมได้ฟังคำของพระปลัดแจ้งแล้ว ท่านก็นิ่งเฉยอยู่พักใหญ่ แล้วจึงบอกว่า "ตามใจเถอะ" พระปลัดแจ้งจึงติดต่อกับนายเนียม ช่างทองเจ้าเดิมให้ลงมือทำให้ จำนวนเหรียญรุ่นนี้ประมาณ 1,000 เหรียญ เมื่อช่างทำเหรียญเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระปลัดแจ้งก็นำใส่พานมาให้หลวงปู่เอี่ยมปลุกเสก หลวงปู่เอี่ยมหยิบดูแล้วจึงถามว่านี่ยันต์อะไร พระปลัดแจ้งจึงเรียนกับหลวงปู่ว่า เป็นยันต์พระปถมังแบบยันต์ห้า ท่านก็บอกว่าดีแล้ว จากนั้นหลวงปู่เอี่ยมก็ปลุกเสกโดยซาวขึ้นแล้วโปรยไปในพานตามเดิม ทำเช่นนี้ทุกๆ พาน นายถมเล่าว่า ภายหลังจากการสร้างเหรียญรุ่นนี้แล้ว อีกสามเดือนต่อมาหลวงปู่เอี่ยมก็มรณภาพโดยสงบ


                                                           หลวงปู่ศุข
พิมพ์นิยม

3.เหรียญหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า  2466  เหรียญคณาจารย์” เป็นผลมาจากวิวัฒนาการการจัดสร้างเหรียญกษาปณ์และเหรียญที่ระลึก ซึ่งได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการริเริ่มผลิตเงินเหรียญแทนเงินตราแบบเก่า ซึ่งมีทั้งการจ้างชาวต่างชาติปั๊มเรียกว่าเหรียญ “ปั๊มนอก” ซึ่งจะสวยงามมีคุณภาพดีกว่าโรงงานของสยามที่เรียกว่า “ปั๊มใน” โดยเฉพาะในแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยิ่งมีความนิยมปั๊มเหรียญกันมากขึ้น เหรียญที่รู้จักกันดีรุ่นแรกๆ ได้แก่ เหรียญพระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหาร ที่สร้างใน ร.ศ.118 (พ.ศ. 2443) เมื่อคราวเสด็จกลับจากประพาสยุโรป หรือในวงการพระเครื่องเรียกกันว่า “ปู่เหรียญ” และต่อมาก็นิยมทำรูปเกจิคณาจารย์เป็นที่ระลึกเป็นรูปลักษณะ “เหรียญ”
ในบรรดาเหรียญพระเครื่องของ คณาจารย์สำคัญระดับประเทศนั้น เหรียญหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท นับเป็นเหรียญที่งดงาม มีสนนราคาสูง ได้รับความนิยมอย่างมาก
สำหรับเหรียญสำคัญของหลวงปู่ศุขนั้น มีการจัดสร้างขึ้นเป็นเหรียญรูปไข่ค่อนไปทางกลม ห่วงเชื่อม ระบุปี 2466 เนื้อทองแดงเถื่อนและเนื้อตะกั่ว พิมพ์ด้านหน้า จำลองเป็นรูปหลวงปู่ศุข นั่งสมาธิสะดุ้งกลับอยู่เหนืออาสนะลายผ้า ด้านข้างจารึก “ยันต์ อุขึ้น อุลง” มีภาษาไทยล้อมรอบระบุสมณศักดิ์ “พระครูวิมลคุณากรวัดปากคลองมะขามเฒ่า” และด้านล่างระบุปี พ.ศ. “๒๔๖๖”
ส่วนพิมพ์ด้านหลังสร้างเป็น “ยันต์สาม” ล้อมรอบยันต์ด้วยหัวใจธาตุคือ “นะ มะ อะ อุ” และหัวใจพระเจ้าห้าพระองค์ คือ “นะ โม พุท ธา ยะ” อักขระด้านล่างเป็นพระคาถาอำนวยพรคือ “อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง”
เหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ศุข รุ่นแรก ปี 2466 นี้ มีแม่พิมพ์ด้านหน้าเพียงแม่พิมพ์เดียว ส่วนแม่พิมพ์ด้านหลังมีอยู่ 4 พิมพ์ ได้แก่
1. พิมพ์ด้านหลังไม่มีอุ
2. พิมพ์ด้านหลังมีอุเล็ก
3. พิมพ์ด้านหลังมีอุใหญ่
4. พิมพ์หลังอุ และ ดาว
 ส่วนสาเหตุที่พิมพ์ด้านหลังมีหลายแบบนั้น สันนิษฐานว่า ในสมัยก่อนการทำบล็อกแม่พิมพ์พระเครื่องคง จะไม่แข็งและเหนียวพอ โดยเฉพาะ “แม่พิมพ์ด้านหลัง” ซึ่งเป็นตัวกดย้ำ ทำให้แม่พิมพ์ชำรุดเสียหายก่อนแม่พิมพ์ด้านหน้า จึงจำเป็นต้องแกะแม่พิมพ์ด้านหลังขึ้นมาใหม่ ส่วน “หลักพิจารณาขั้นต้น” โดยเฉพาะด้านหน้าซึ่งมีพิมพ์เดียว ได้แก่
- ปลายหางคำว่าตัว ค คำว่า พระครู นั้นจะมีขีดเกินเล็กๆ ปรากฏอยู่
- มือขวาบนหน้าตักของหลวงพ่อแกะเป็นร่องดูเหมือนนิ้วแยก
- บริเวณร่องแยกในโบระบุปี พ.ศ. ด้านขวามือของหลวงพ่อมีขีดเล็กๆ ซ้อนกัน 2 ขีด ส่วนด้านซ้ายมี 3 ขีด
- นิ้วเท้าของหลวงพ่อแกะเป็นร่องดูเห็นเป็น 3 นิ้ว และนิ้วโป้งจะใหญ่ที่สุด
วัตถุมงคลเหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ศุข รุ่นแรก ปี 2466″ นี้ นับเป็นที่เสาะแสวงหาในหมู่นักนิยมสะสมพระเครื่อง และของแท้ๆ หาได้ยากยิ่ง ดังนั้น จึงควรพิจารณาด้วยความรอบคอบครับผม


                                                         หลวงพ่อฉุย
                                                             พิมพ์โมมีไส้




                                                            พิมพ์โมไม่มีไส้


4.เหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม 2465  เหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม รุ่นแรก ปี 2465 หนึ่งในพระ เหรียญเบญจภาคี หลวงพ่อฉุย สุขภิกขุ วัดคงคาราม จ.เพชรบุรี "หลวงพ่อฉุย" อดีตเจ้าอาวาสวัดคงคาราม จ.เพชรบุรี พระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะชาวเพชรบุรี เนื่องด้วยท่านเป็นผู้พัฒนาวัดคงคารามและสร้างความเจริญรุ่งเรืองมาจนเป็น ที่รู้จักและมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน และวัตถุมงคลที่ท่านสร้างล้วนเป็นที่นิยมและแสวงหาทั้งสิ้น โดยเฉพาะ "เหรียญปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อฉุย ปี 2465" ได้รับการยอมรับว่ามีความงดงามโดดเด่นและเป็นที่นิยมสะสมอย่างมากในแวดวงผู้ นิยมสะสมพระเครื่องรวมทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วไปครับผม

     "วัดคงคาราม" เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาไม่ต่ำกว่า 200 ปี ได้รับการยกย่องและแต่งตั้งเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรวิหาร แห่งแรกของ จ.เพชรบุรี กล่าวกันว่าพระเถระชาวเพชรบุรีที่เข้ามามีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ หลายรูป จะมีความเกี่ยวข้องกับวัดคงคาราม อาทิ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) และพระโพธิวงศาจารย์ (ผ่อง) เป็นต้น

ประวัติหลวงพ่อฉุย สุขภิกขุ วัดคงคาราม จ.เพชรบุรี

หลวง พ่อฉุย สุขภิกฺขุ เกิดเมื่อปี พ.ศ.2401 ที่บ้านสะพานช้าง ต.มะม่วง อ.คลองกระแชง จ.เพชรบุรี เริ่มศึกษาเล่าเรียนที่วัดคงคารามมาแต่ยังเยาว์ จนอายุครบบวชจึงอุปสมบท ณ วัดนี้ ได้รับฉายา "สุขภิกฺขุ"

หลวงพ่อ ฉุยท่านมีความใส่ใจในการศึกษาหาความรู้ทั้งด้านคันถธุระและวิปัสสนากรรมฐาน โดยเฉพาะด้านวิปัสสนากรรมฐาน ได้ฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์ครุฑ วัดมหาธาตุ หลวงพ่อฉุยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เรื่อยมาจนเป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครู สุวรรณมุนี ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัด และได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 แห่งวัดคงคาราม สืบต่อจากพระพิศาลสมณกิจ (ริด) สมณศักดิ์สุดท้ายเป็นพระราชาคณะชั้นโท มีราชทินนามที่พระสุวรรณมุนี นรสิห์ธรรมทายาท สังฆปาโมกข์ และหลวงพ่อฉุยได้เลื่อนเป็นเจ้าคณะจังหวัด ท่านทำการบูรณปฏิสังขรณ์และสร้างความเจริญแก่วัดคงคารามมาจนเป็นที่รู้จัก เลื่องลือ ท่านมรณภาพเมื่อปี พ.ศ. 2466 สิริรวมอายุ 65 ปี

"เหรียญ ปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม ปี 2465" เป็นเหรียญปั๊มรูปเหมือนรุ่นแรกและรุ่นเดียวที่สร้างในช่วงที่หลวงพ่อยัง ดำรงชีวิตอยู่ เหรียญหลวงพ่อฉุย วัดคงคาราม รุ่นแรก ปี 2465 สร้างเพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานฉลองมณฑป วัดคงคาราม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธชินราชจำลอง" "พระพุทธชินสีห์จำลอง" และ "พระศรีศาสดาจำลอง" ในปี พ.ศ. 2465 มีลักษณะเป็นเหรียญปั๊มหูเชื่อม รูปไข่ เนื้อทองแดงรมดำ แม่พิมพ์ด้านหน้า รอบเหรียญแกะลวดลายดอกไม้ และโบประดับอย่างงดงาม ตรงกลางเป็นรูปเหมือนหลวงพ่อฉุยครึ่งองค์ ห่มจีวรลดไหล่ พาดผ้าสังฆาฏิ ภายในโบจารึกอักษรไทยด้านบนซ้ายว่า "พ.ศ." ด้านบนขวาว่า "65" ด้านล่างซ้ายว่า "พระสุวร" และด้านล่างขวาว่า "รณมุณี" ส่วนแม่พิมพ์ด้านหลัง เป็น "ยันต์ห้า" คล้ายยันต์กระบองไขว้ ภายในยันต์รอบนอกเป็นอักขระขอมอ่านว่า "นะ โม พุท ธา ยะ" ตรงกลางยันต์เป็นอักขระขอมอ่านว่า "สะ" แยกออกเป็น 2 พิมพ์คือ บล็อกโมมีไส้และบล็อกโมไม่มีไส้ โดยสังเกตที่ตัวอักขระขอมคำว่า "โม" ถ้ามีขีดขวางตรงกลางคือ "บล็อกโมมีไส้" ถ้าไม่มีคือ "บล็อกโมไม่มีไส้"ด้วยพุทธลักษณะเหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อฉุย วัดคงคารามที่งดงามและพุทธคุณเป็นเลิศปรากฏ จึงนับเป็นพระเหรียญที่ได้รับความนิยมสะสมอย่างสูง แต่ค่อนข้างจะหาดูยากพอสมควร เนื่องจากผู้มีพระเครื่องของท่านไว้ครอบครองบูชาต่างก็หวงแหนมากครับผม

                                                       หลวงพ่อคง

5.หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม  หลวงพ่อคงเป็นพระเกจิอาจารย์มีจิตกล้าแข็ง และมีอาคมขลัง โดยได้ร่ำเรียนมาจากอาจารย์หลายท่าน ท่านมีเมตตาต่อลูกศิษย์ทั่วหน้ากัน คุณวิเศษท่านจึงเป็นที่เลื่องลือและมีผู้เคารพนับถือมากมาย เมื่อ พ.ศ.2481 ท่านได้รับนิมนต์เข้ามาร่วมในพิธีปลุกเสกเหรียญและแหวนมงคลเก้า ที่ระลึกในงานสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสังฆราชฯ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ วัดราชบพิธฯ กรุงเทพมหานคร ลูกศิษย์ของท่านคือ พ.อ.พระยาศรีสุรสงคราม (เปลื้อง ดิลกโยธิน) ผู้ร่วมในงานสร้างวัตถุมงคลที่วัดราชบพิธฯ ในครั้งนั้นได้เห็นรูปแบบเหรียญวัดราชพิธฯ รู้สึกชอบ มีความต้องการจะสร้างเหรียญหลวงพ่อคงบ้าง จึงติดต่อช่างผู้ทำเหรียญคือ “ร้านอัมราภรณ์ตึกดิน” ให้ออกแบบและดำเนินการสร้างเหรียญใน พ.ศ.2484 เมื่อตอนขออนุญาตสร้างเหรียญ หลวงพ่อคงท่านไม่สู้เต็มใจนัก โดยกล่าวว่า “ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษจะสร้างรูปตัวเองแจกดูกระไรอยู่” แต่เมื่อเป็นความต้องการของลูกศิษย์ ท่านจึงยินยอม โดยให้เขียนข้อความเป็นภาษาไทยทางด้านหลังเหรียญว่า “ศิษย์สร้างบูชาพระคุณของหลวงพ่อ” และมีคำอำนวยพรอีกว่า “ลาภผลพูนทวี” ด้วยเหตุนี้ ทางร้านอัมราภรณ์ตึกดินจึงได้รับมอบหมายให้สร้างเหรียญจำนวน 3,000 เหรียญ ราคาว่าจ้างเหรียญละ 14 สตางค์ ว่ากันว่าขอบของเหรียญมี 2 แบบ คือขอบหยัก ๆ แบบข้างเหรียญกษาปณ์ กับแบบขอบเรียบ เหรียญแบบขอบเรียบนี้มีจำนวนมากกว่าขอบหยักหลายเท่า

รูปแบบเหรียญ


เป็นเหรียญรูปไข่  เนื้อทองแดงรมดำ
ด้านหน้า  เป็นรูปหลวงพ่อคงครึ่งองค์ มีอักษรไทยโดยรอบเขียนว่า “พระอุปัชฌาย์คง วัดบางกะพ้อม ชนมายุ 77 ปี พ.ศ.2484”
ด้านหลัง  มีอักษรไทยโดยรอบว่า “ลาภผลพูนทวี” และ “ศิษย์สร้างบูชาพระคุณของหลวงพ่อ”
ส่วน กลางของเหรียญเป็นยันต์ห้า และอักขระขอม “นะโมพุทธายะ” และ “อุณาโลม” ส่วนกลางของยันต์ห้าเป็นอักษรขอม 4 แถว ถอดเป็นอักษรไทยว่า :
สพฺพพุทฺธรานุภาเวน
สพฺพสนฺตาปวชฺชิโต 
สพฺพสมตถสมปนฺโน 
สีติภูโตสทาภว
                     
...............................................................................................................................

นพเก้าเครื่องราง 
"หมากดีที่วัดหนัง ส่วนเบี้ยขลังวัดนายโรง ไม้ครูอยู่คู่วัดอินทร์ ถ้ามีดบินวัดหนองโพธิ์
ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือ  เสือหลวงพ่อปาน หนุมานหลวงพ่อสุ่น วัวปั้นหุ่นวัดศรีษะ  



ครั่งร้ายวัดโตนดหลวง"

1.หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก อานุภาพของปลัดขิกหลวงพ่อเหลือ   คือ   ดีด้านคงกระพันและเมตตาโชคลาภเป็นยิ่งนัก  แต่เป็นโชคลาภที่ได้มาจากการไม่ต้องร้องขอแต่ประการใด   เป็นโชคลาภแบบอยู่เฉยๆ   นิ่งๆ  เดี๋ยวมาเองเดี๋ยวดีเองคนรุ่นเก่าบอกว่า  หากใส่ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือเพื่อจีบสาวให้เอามาไว้ที่เอวทางซ้าย  หากจะเข้าหาเจ้านายให้เอามาไว้ที่เอวข้างขวา  หากเกิดเหตุคับขันให้หันเอาไว้ข้างหน้า  หากจะถอยให้เอาไว้ด้านหลัง  เวลาจะใช้ในการใดเมื่อหันไปถูกตำแหน่งที่ต้องการแล้วให้กลั้นหายใจว่าคาถา กำกับคือบทหัวใจโจร  กัณหะ  เนหะ  แล้วทุกอย่างจะเป็นไปสมปรารถนาทุกประการ

     อีกอย่างหนึ่งชื่อของท่านเป็นที่ชื่อที่ดีมาก  ใส่แล้วจะได้เหลือกินเหลือใช้  แต่สำหรับพ่อค้าแม่ขายไม่นิยมเอาปลัดขิกของหลวงพ่อเหลือไปในร้านหรือขณะขาย ของ  เพราะกลัวเป็นไปตามชื่อของท่านคือ  เหลือ  หรือว่าขายของไม่หมดนั้นเอง

     คนรุ่นเก่าๆ  เล่าว่า  หลวงพ่อเหลือท่านเป็นคนเงียบๆ  ไม่ค่อยพูดค่อยจากับใครเท่าไหร่นัก  กลางคืนท่านก็จะนั่งภาวนาของท่านด้วยการจุดเทียนหนึ่งเล่มในกุฏิ  จากนั้นท่านก็นำเอาปลัดขิกมาวางที่หน้าเทียนแล้วภาวนาไปเรื่อยๆ  จนครึ่งคืน  (คาดว่าประมาณสองยามหรือเที่ยงคืน)  แล้วเป็นพอ
อานุภาพของปลัดขิกหลวงพ่อเหลือ   คือ   ดีด้านคงกระพันและเมตตาโชคลาภเป็นยิ่งนัก  แต่เป็นโชคลาภที่ได้มาจากการไม่ต้องร้องขอแต่ประการใด   เป็นโชคลาภแบบอยู่เฉยๆ   นิ่งๆ  เดี๋ยวมาเองเดี๋ยวดีเองคนรุ่นเก่าบอกว่า  หากใส่ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือเพื่อจีบสาวให้เอามาไว้ที่เอวทางซ้าย  หากจะเข้าหาเจ้านายให้เอามาไว้ที่เอวข้างขวา  หากเกิดเหตุคับขันให้หันเอาไว้ข้างหน้า  หากจะถอยให้เอาไว้ด้านหลัง  เวลาจะใช้ในการใดเมื่อหันไปถูกตำแหน่งที่ต้องการแล้วให้กลั้นหายใจว่าคาถา กำกับคือบทหัวใจโจร  กัณหะ  เนหะ  แล้วทุกอย่างจะเป็นไปสมปรารถนาทุกประการ

     อีกอย่างหนึ่งชื่อของท่านเป็นที่ชื่อที่ดีมาก  ใส่แล้วจะได้เหลือกินเหลือใช้  แต่สำหรับพ่อค้าแม่ขายไม่นิยมเอาปลัดขิกของหลวงพ่อเหลือไปในร้านหรือขณะขาย ของ  เพราะกลัวเป็นไปตามชื่อของท่านคือ  เหลือ  หรือว่าขายของไม่หมดนั้นเอง

     คนรุ่นเก่าๆ  เล่าว่า  หลวงพ่อเหลือท่านเป็นคนเงียบๆ  ไม่ค่อยพูดค่อยจากับใครเท่าไหร่นัก  กลางคืนท่านก็จะนั่งภาวนาของท่านด้วยการจุดเทียนหนึ่งเล่มในกุฏิ  จากนั้นท่านก็นำเอาปลัดขิกมาวางที่หน้าเทียนแล้วภาวนาไปเรื่อยๆ  จนครึ่งคืน  (คาดว่าประมาณสองยามหรือเที่ยงคืน)  แล้วเป็นพอ
                                                         


เสือหลวงพ่อปาน
เต็มเขี้ยว



ครึ่งซีก
2.หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย(คลองด่าย)เสือมหาอำนาจสุดยอดของ "เครื่องรางของขลัง" เป็นที่ต้องการของหลายๆคนเพราะ เสือของท่านมีประสบการณ์ในทางมหาอำนาจ และคงกระพันชาตรียอดเยี่ยม หรือจะใช้ในทางเมตตามหานิยม ค้าขายของก็ดีเยี่ยม "เสือ" หลวงพ่อปานเป็นภูมิปัญญาพระเกจิอาจารย์ไทยมาแต่โบราณกาล อันดับหนึ่ง คือ "เสือ" หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ เรื่องราวของท่านมีปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์ เสด็จประพาส มณฑลปราจิณ ใน รัชกาลที่ ๕ ว่า...หลวงพ่อปาน ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย "เสือ" โดยถวายพระพรว่า ที่แกะเป็นรูป "เสือ" ก็เพราะเสือเป็นสัตว์ปราดเปรียว ฉลาด ว่องไว เฉียบขาด มีตบะ และอำนาจ สามารถใช้ตาสะกดสัตว์อื่นให้อยู่ในอำนาจได้ การที่ทำเครื่องรางรูป "เสือ" มิใช่จะสนับสนุนให้คนเป็นโจรผู้ร้าย เพียงแต่ต้องการเอาลักษณะเด่นของเสือจริงในป่ามาเป็นตัวอย่างเท่านั้น...ล้น เกล้าฯ ร.๕ ได้ฟังก็ทรงพอพระราชหฤทัยมาก จึงพระราชทานผ้าไตร ผ้ากราบแก่ หลวงพ่อปาน และต่อมาได้พระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ
 รูปแบบของ "เสือ" หลวงพ่อปาน ที่แท้นั้น ว่ากันว่าต้องเป็น เขี้ยวโปร่งฟ้า ตาลูกเต๋า ยันต์กอหญ้า หน้าเหมือนแมว
 ภาพเสือหลวงพ่อปาน ที่เห็นนี้ เป็นชิ้นสุดยอดที่ได้คัดเลือกมาให้ชม ประเภท เห็นกันเป็นครั้งแรก  ตามนโยบายที่วางไว้ และสำคัญที่สุดคือ เป็น "เสือแท้" ในรอบหลายปีที่วนเข้ามาให้นักเล่นได้มีสิทธิ์ครอบครองกัน
 "เสือ" หลวงพ่อปาน ตัวนี้ ครั้งแรกที่ได้เห็น ยังอยู่ในมือนักนิยมพระท่านหนึ่ง ซึ่งได้เลี่ยมจับขอบทองเอาไว้ ทำให้เห็นทรวดทรงตัวเสือไม่ค่อยถนัดนัก ภายหลังเมื่อมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันแล้ว เจ้าของใหม่ได้แกะทองที่เลี่ยมเอาไว้ออก เพื่อเอาท่านใส่ตลับทองคำ ตอนนี้เองที่ทำให้เห็นตัวจริงองค์จริงของท่าน ซึ่งทำไมท่านจึงมีลักษณะดังนั้น...

 " เสือหลวงพ่อปาน" ตัวนี้ เป็นเสือที่ถูกแกะขึ้น ภายใต้ศัพท์ที่นักเล่นเรียกหา คือ เสือเขี้ยวซีก ก็ด้วยเหตุที่ "เขี้ยวเสือ" เป็นวัตถุอาถรรพณ์ และเสือจริงสมัยก่อน รวมทั้งสมัยนี้เป็นที่รู้กันว่าหาได้ยากยิ่ง
 เสือรุ่นแรก จึงมักใช้วัสดุเท่าที่มี ซึ่งจำกัดมาก หาได้เท่าไรก็ให้หลวงพ่อลงจาร หรือทำให้เท่านั้น  การแกะเสือยุคแรกๆ ศิษย์ผู้อยู่ใกล้ตัวหลวงพ่อ เมื่อได้เขี้ยวเสือมา จึงมักแบ่งเขี้ยวออกเป็นสองส่วน แล้วจึงให้ช่างแกะเป็นตัวเสือให้
  อีกกรณีหนึ่งคือ ประเภทได้เขี้ยวเสือมา แต่เป็นเขี้ยวชำรุด หรือบิ่นแตก ด้วยเชื่อว่าตัวเสือเจ้าของเขี้ยวค่อนข้างดุ ขบกัดฉีกกินเหยื่อต่างๆ มานับไม่ถ้วน หรืออาจกัดทำร้ายกันเอง ทำให้เขี้ยวเสือหักกร่อน ข้างหนึ่งดี อีกข้างบิ่น สูงยาวไม่เท่ากัน เมื่อถึงมือช่าง จึงมักถูกแต่งทิ้ง ด้านที่อาจบิ่น หรือชำรุดออกไป

 ดังนั้นในยุคแรกๆ ของการแกะเสือ จึงมักเจอ เสือเขี้ยวซีก กันบ่อยครั้ง 


                    
                                                       หนุมานหลวงพ่อสุ่น




 3.หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน

 "ขุนกระบี่วานร ฤทธิเกริกไกร หนึ่งในสยาม" เป็นสมญานามที่คนในวงการพระเครื่องตั้งให้กับ หนุมาน หลวงปู่สุ่น นับเป็นสุดยอดของขลังหนึ่งในชุดเบญจภาคี เครื่องรางของขลังของวงการ นักสะสมใฝ่หาไว้มาครอบครองบูชาไม่แพ้ เขี้ยวเสือแกะ หลวงพ่อปาน
 โดยเฉพาะนักสะสมรุ่นใหม่ไฟแรง แพงไม่ว่า ขอให้แท้เป็นทุ่มเข้าสู้ทันที หลวงพ่อสุ่น เรียนวิชาปลุกเสกหนุมาน จากพระนาคทัศน์ คาถากำกับหนุมานให้ว่า "นะมัง เพลิง โมมังปากกระบอก ยะมิให้ออก อุดธังโธอุด ธังอัด อะสังวิสุโรปุสะพูพะ มะอะอุ โอมยะพุทธา ทะโยสตรี สตรี นิสังโห" 


                                                       วัวปั้นหุ่น(ควายธนู)
  4.หลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง



  เครื่องรางของขลัง วัวธนูของหลวงพ่อน้อย มีด้วยกัน 2 รูปแบบ แบบแรกเป็นวัวธนูที่แกะจากปลายยอดเขากระทิง แต่ค่อนข้างจะหายาก เนื่องจากเขาข้างเดียวแกะได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น อีกทั้งการแกะ ต้องแกะในช่วงเวลาตามฤกษ์ที่กำหนด      ส่วนแบบที่สองเป็นวัวธนูที่ปั้นขึ้นจากครั่ง ซึ่งครั่งที่จะนำมาสร้างวัวธนู ต้องนำมาจากกิ่งพุทราที่ชี้ไปทางทิศตะวันออก กล่าวว่าต้องใช้ครั่งถึง 3ต้นขึ้นไป แต่หากใช้จากกิ่งตายพรายกิ่งเดียวก็พอ ด้วยมีอานุภาพตามความเชื่อ
    แต่การสร้างวัวธนูนั้น มิใช่ครั่งแต่เพียงอย่างเดียว หากยังผสมผสานมวลสารอื่นๆ ไว้อีก และเวลาปั้นเป็นรูปวัวธนู จะใช้ลวดทองแดงหรือลวดเงิน เป็นแกนยึดด้านใน วัวธนูที่ปั้น มีทั้งตัวใหญ่ ตัวเล็กสวยบ้างไม่สวยบ้าง แล้วแต่ฝีมือการปั้นของแต่ละคนที่มาช่วยปั้น นอกจากนั้นการปั้นวัวธนูด้วยครั่งนี้ ต้องทำตามฤกษ์เวลาที่ตำราระบุไว้ด้วยซึ่งตามตำราระบุช่วงเวลาของฤกษ์ต่างกันตามช่วงคือ
     ฤกษ์วันมาฆบูชา กำหนดฤกษ์ในช่วงตั้งแต่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปจนถึงเที่ยงคืน แต่ต้องเลือกตัดฤกษ์ ช่วงหนึ่งช่วงใดที่ดีที่สุด อาจจะ 1-3 ชั่วโมงตามแต่ช่วงฤกษ์
วันวิสาขบูชากำหนดฤกษ์ตั้งแต่พระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าตอนเช้าถึงเที่ยงและเลือกตัดฤกษ์ เช่นฤกษ์วันมาฆบูชา
     ฤกษ์วันอาสาฬหบูชา กำหนดฤกษ์ตั้งแต่บ่าย โดยคาดคะเนจาก ตอนพระอาทิตย์อยู่เหนือยอดไม้ใกล้ลับขอบฟ้าไปจนถึงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ฤกษ์ในวันนี้ไม่ต้องตัดฤกษ์แต่ประการใดด้วยวันนี้เป็นวันดีอยู่แล้ว
     กล่าวสำหรับดอกไม้ในพิธีก็มีกำหนดไว้เช่นกัน ฤกษ์วันมาฆบูชา ใช้ดอกไม้ 4 สี ในความหมายถึง จาตุรงคสันนิบาต วันวิสาขบูชา ใช้ดอกไม้ 3 สี ในความหมายถึง ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพาน วันอาสาฬหบูชา ใช้  ดอกไม้ 8 สี ในความหมายถึง มัชฌิมาปฏิปทาหรือมรรค 8 

                                                      
                            
                                           มีดเทพศาตรา วัดหนองโพธิ์

5.หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ มีดหมอหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพนั้นว่ากันว่าเนื้อเหล็กที่นำมาใช้ตีเป็นมีดนั้นจะมีส่วนผสมประกอบด้วยตะปูสังขวานร ซึ่งเป็นตะปูในสมัยโบราณที่ใช้ยึดเครื่องไม้ในพระอุโบสถแทนตะปู ตะปูโลงผีที่สัปเหร่อเผาแล้วเก็บไว้ บาตรแตกชำรุด และเหล็กน้ำพี้ นำมาเป็นส่วนผสมใช้ทำมีดหมอ สำหรับช่างที่ตีมีดหมอของหลวงพ่อเดิมนั้น เท่าที่พบจะเป็นฝีมือช่างฉิม ช่างไข่ และช่างสอน ซึ่งแต่ละช่างจะมีเอกลักษณ์ของตัวมีดของตนเองต่างกันไป เมื่อช่างทำใบมีดเสร็จแล้ว ก็จะส่งต่อให้ช่างทำด้ามและฝักทำต่อ ส่วนที่เป็นตัวด้าม ถ้าเป็นมีดเล่มใหญ่จะมีด้ามเป็นงา และฝักเป็นไม้คูน ส่วนเล่มเล็กก็จะมีด้ามเป็นงาและฝักเป็นงา จากนั้นก็ส่งต่อไปให้ช่างทำเงินทำที่รัดปลอกมีดและด้ามมีด ช่างจะทำเงิน ทองหรือนากตามที่กำหนด โดยส่วนมากจะเป็นเงินเพียงอย่างเดียว

เมื่อทุกอย่างเสร็จก็จะนำมาประกอบที่วัดหนองโพ โดยหลวงพ่อเดิมจะทำผงอิทธิเจไว้ให้ ผสมกับเส้นเกศาของหลวงพ่อที่ปลงในวันขึ้น 15 ค่ำ และแผ่นตะกรุด ซึ่งเป็นเงิน ทอง นาก เป็นแผ่นเล็กๆ ลงอักขระ ตัดพอดีกับตัวกั้นของมีด บรรจุลงไปในด้ามมีดอุดด้วยครั่งจนแน่น หลังจากนั้นหลวงพ่อเดิม จึงนำมีดหมอไปปลุกเสกอีกทีหนึ่ง
 
                     
                                                  หมากทุยวัดหนัง



6.หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง หมากทุย"นั้นไม่ใช่ว่าจะไปเก็บมาเฉยๆ ต้องมีกรรมวิธีการเก็บด้วย คือหมากทุยที่จะใช้นั้นต้องเป็นหมากทุยตายพรายทั้งทะลาย แล้วผู้เก็บก็ต้องบริกรรมคาถาก่อนขึ้นไปเก็บ พอขึ้นไปบนต้นหมากแล้ว ก็ต้องบริกรรมคาถาด้วยตามสูตร ตอนเก็บก็ให้บริกรรมคาถาแล้วใช้ปากงับ หมากทุยทีละลูกลงมา

เมื่อได้หมากทุยมาแล้วก็ต้องคว้านเจาะด้านขั้วให้เป็นโพรงลงไป เพื่อจะบรรจุตะกรุด กระดาษสา หลวงปู่เอี่ยมท่านจะลงอักขระนะปถมังก่อน ซึ่งอยู่ตรงกลางแผ่นยันต์ มุมทั้งสี่จะลงด้วย นะโม พุท ธา ตัวยะจะอยู่ตรงกลางตัวนะปถมัง ด้านบนตัวนะฯ จะลงอักขระมะ อุ อะ ต่อยอดด้วยอุณาโลม ด้านล่างตัวนะฯ จะลงด้วย นะ มะ พะ ทะ บรรทัดตรงกลางจะลง อักขระ อุท ธัง อัท โธ โดยมีตัวนะปถมังอยู่ตรงกลางระหว่างอักขระ จากนั้นท่านจึงทำการปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงม้วนตะกรุดกระดาษสาบรรจุลงในหมากทุย พอเสร็จสรรพจึงอุดด้วยชันโรงใต้ดิน พร้อมกับว่าคาถาบรรจุด้วย

                                                        
                                                   เบี้ยแก้ วัดนายโรง


 7.หลวงปู่รอด วัดนายโรง การสร้างเบี้ยแก้ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง ท่านจะคัดตัวเบี้ยให้มีฟันครบ 32 ซี่ บรรจุปรอทแล้วจึงอุดด้วยชันโรงใต้ดิน แล้วจึงหุ้มด้วยแผ่นตะกั่ว บางตัวก็หุ้มหมดทั้งตัว บางตัวหุ้มเปิดที่ด้านหลังเบี้ยไว้ บางตัวก็ไม่มีตะกั่วหุ้มก็มี บางตัวอาจจะใช้ผ้ายันต์หุ้มแทนตะกั่วก็มี ตะกั่วที่หุ้มเบี้ยหลวงปู่จะลงอักขระพระเจ้า 16 พระองค์ และยันต์ตรีนิสิงเห แล้วจึงปลุกเสกอีกครั้งหนึ่งจึงมอบให้แก่ศิษย์ต่อมา หลวงปู่รอด วัดนายโรงท่านได้ถ่ายทอดวิชาทำเบี้ยให้แก่หลวงพ่อม่วง วัดคฤหบดี ซึ่งก็โด่งดังมากเช่นกัน


ไม้ครูวัดอินทร์
8.หลวงปู่ภู วัดอินทร์  "ไม้ครู หรือ พ่อครู ของหลวงปู่ภูศักดิ์สิทธิ์นัก ครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านผู้ใดจะขอไม้ครูของท่าน ก็ต้องไปกราบไหว้ขอล่วงหน้าก่อนวันเสาร์หนึ่งวัน

เมื่อท่านรับปากว่าได้ วันเสาร์ตอนเช้าท่านผู้นั้นก็จัดเตรียมหัวหมูหนึ่ง บายศรีปากชาม มะพร้าวอ่อน กล้วยขนมต้มแดงต้มขาว ใส่ถาดไปทำพิธี แล้วเอาไม้ตะพดไปถวายท่าน เจาะรูหัวท้ายหรือหัวเดียวแล้วแต่ท่านจะให้

แล้วท่านก็ลงมือทำ ท่านเอาไม้ทิ่มผี 7 ศพ จักเป็นเส้นตอกแล้วลงอักขระบรรจุที่หัวไม้ประมาณ 1 นิ้วเศษๆ เสร็จแล้วท่านก็เอายางมะตอยหรือรักปิดทับ

                                                       
                                                            
                                                          ครั่งวัดโตนดหลวง
 
9.หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง  ของขลัง ของหลวงพ่อเท่าที่เล่ามานี้ ใช้ว่าจะมุ่งหมายชักชวนให้ผู้ใดเกิดความเชื่อถือในเครื่องรางของขลังทางไสย ศาสตร์ก็หามิได้ แต่เล่าตามที่ได้รู้เห็นมา โดยยังมีประจักษ์พยานหลักฐานตัวบุคคลยืนยังอยู่ ผู้ใดจะเชื่อหรือไม่ ก็สุดแต่สติปัญญาและอารมณ์ของท่าน



ที่มา: -http://www.tumsrivichai.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=534549948&Ntype=40
        -http://board.palungjit.com